by www.zalim-code.com

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ครั้งที่11

                                                                                         วันจันทร์ที่19 สิงหาคม 2556

                                                          บันทึกการเรียน

พรีเซนต์งานทดลองแบบกลุ่ม เรื่อง "นักประดิฐษ์รุ้ง"



นักประดิษฐ์รุ้ง
อุปกรณ์การประดิษฐ์รุ้ง
-ลวด
-น้ำยาเคลือบเล็บ
-อ่างน้ำ
ขั้นตอนการทดลอง
1.ดัดลวดให้เป็นรูปทรงตามต้องการ และทำที่จับให้ถนัดมือ
2.หาอ่างขนาดพอสมควร ใส่น้ำสะอาด

3.หยดน้ำยาเคลือบเล็บลงไปบนผิวหน้าน้ำ 1 หยด ในขณะที่น้ำยาฯ กำลังแห้ง สารทำละลายจะระเหยออกจากน้ำยาฯ อย่างรวดเร็ว ทำให้ความหนาของฟิล์มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สีรุ้งที่เกิดขึ้นก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นกัน จนกระทั่งหยุดการเปลี่ยนแปลงเมื่อสารทำละลายระเหยจนหมด และฟิล์มแห้งดีแล้ว

4.ใช้ลวดที่ดัด ตักฟิล์มขึ้นมาจากผิวน้ำ ฟิล์มจะติดอยู่กับลวดเพราะความเหนียว
เวลาตัก ให้ค่อยๆ ตักช้าๆ เพราะฟิล์มจะบางและขาดได้ง่ายมาก

5.ถ้าตักแล้วขาด ก็ดึงฟิล์มทิ้งไป ทำความสะอาดผิวหน้าน้ำ (หรือจะเปลี่ยนน้ำก็ได้) แล้วเริ่มต้นใหม่ครับ



เมื่อช้อนฟิล์มได้แล้ว ให้งอด้ามจับตรงปลาย แล้วไปแขวนห้อยไว้กับเชือก เพื่อให้แห้ง แล้วนำมาชื่นชมทีหลัง (หรือจะชื่นชมทันทีก็ได้)


ฟิล์มที่เกิดขึ้น จะมีความบางมาก และขาดได้ง่าย น้องๆ บางคน อาจทดลองตักหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ได้ฟิล์มที่หนาขึ้น แต่ก็จะทำให้สีสันที่ได้ลดลงไปด้วย เนื่องจากฟิล์มที่หนาเกินไปไม่สามารถหักเหและสะท้อนแสง ได้เหมือนกับฟิล์มบางๆ




แนวคิด
สีรุ้งเกิดขึ้นได้อย่างไรบนแผ่นฟิล์มบางๆ?  สีรุ้งที่เราเห็นจากฟิล์มบางๆ เช่น น้ำมัน หรือ ฟองสบู่ เป็นผลของ การแทรกสอดแบบเสริม และ การแทรกสอดแบบหักล้าง ของแสงสะท้อนจากผิวด้านบนของน้ำมัน กับแสงที่สะท้อนจากผิวด้านล่างของน้ำมัน เนื่องจากฟิล์มของน้ำมัน มีความหนาไม่เท่ากัน ผลการสะท้อนจึงต่างกันด้วย ส่งผลให้สีที่ได้จากการแทรกสอดต่างกัน
การที่ฟิล์มจะให้สีรุ้งสวยงามออกมาได้นั้น แสดงว่าฟิล์มนั้นๆ มีความหนาใกล้เคียงกับความยาวคลื่นของแสง ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า การแทรกสอดในฟิล์มบาง

สมาชิกในกลุ่ม
-นางสาวศศิธร แสงเภา
-นางสาวดาราวรรณ  น้อมกลาง
-นางสาวนพมาศ  คำมั่น


ครั้งที่10

                                                                                      วันจันทร์ที่18 สิงหาคม 2556

                                                        บันทึกการเรียน

นำเสนอสื่อของเล่น เรื่อง "แม่เหล็กภาพเคลื่อนไหว



ของเล่น

แม่เหล็กภาพเคลื่อนไหว

อุปกรณ์

-สีไม้                           -กรรไกร

-กระดาษ                           -ลวดหนีบกระดาษ

-แม่เหล็ก

วิธีทำ

1.วาดภาพระบายสีสำหรับทำฉากของตัวละครตามใจชอบ



2.วาดภาพระบายสีตัวละครและตัดตัวละครออกมาจากกระดาษ



3.นำลวดหนีบกระดาษมาหนีบตัวละครให้มั่นคง ไม่หลุด




4.นำแม่เหล็กไปทาบด้านหลังของกระดาษฉาก วางตัวละครที่มีคลิปหนีบกระดาษให้ตรงกันกับแม่เหล็ก



5.ลากแม่เหล็กที่อยู่ด้านหลัง  จะทำให้ตัวละครขยับตาม





คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

สนามแม่เหล็กสามารถส่งผ่านกระดาษได้อย่างง่ายดาย เมื่อวางแม่เหล็กไว้ข้างหลังภาพจะดูดกับลวดเสียบกระดาษ แรงดึงดูดนั้นมีมากพอที่จะทำให้ลวดเสียบกระดาษนั้นติดอยู่กับภาพได้





ครั้งที่9

                                                                                         วันจันทร์ที่12 สิงหาคม 2556

                                                          บันทึกการเรียน

                                                           วันแม่แห่งชาติ


 แต่เดิมนั้น วันแม่แห่งชาติได้กำหนดเอาไว้เมื่อ วันที่ 15 เมษายน ของทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมา

จากนั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้ การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป และมีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของ รัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
โดยทั่วไปเรียกกันว่าวันแม่ของชาติ ต่อมา พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ เริ่มใน ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน


สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่


ดอกมะลิ
ดอกมะลิ ดอกไม้ประจำวันแม่
ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย มะลิ เป็นพืชดอก พบได้ในเอเชีย ดอกมีกลิ่นหอมเย็น คนไทยนิยมนำมาลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม

พันธุ์ดอกมะลิ


    • มะลิลา หรือ มะลิซ้อน เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว
    • มะลุลี ลักษณะต้น ใบ อื่น ๆ คล้ายมะลิลา แต่ใบใหญ่กว่าดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก และดอกกลางบานก่อน เช่นกัน แต่มีดอกซ้อน 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน
    • มะลิถอด ลักษณะ โดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น
    • มะลิซ้อน ลักษณะ ทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น
    • มะลิพิกุล หรือ มะลิฉัตร ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ

เพลงที่ใช้ในวันเเม่

ค่าน้ำนม คือ เพลงอย่างเป็นทางการที่ใช้ในงานวันเเม่เเห่งชาติ เเต่งขึ้นโดย อาจารย์ สมยศ ทัศนพันธ์ ได้เรียบเรียงบทเพลงที่เรียกได้ว่า ขึ้นหิ้งอมตะ และเป็นงานเพลงชิ้นเอก ซึ่งได้ฟังเมื่อไร เป็นต้องหวนระลึกถึงบุญคุณของเเม่เเละวันคืนเก่าๆ ของวิถีไทยในสมัยก่อน

แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล
แม่เราเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล

แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดแต่รักลูกปักดวงใจ
เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไรมิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
ควรคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้จะมีอะไรเหมาะสม
โอ้ว่าแม่จ๋าลูกคิดถึงค่าน้ำนมเลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน
บวชเรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกินทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย ( ซ้ำ *, ** )

ครั้งที่8

                                                                                              วันจันทร์ที่5 สิงหาคม2556

                                                          บันทึกการเรียน

*ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากสอบกลางภาค

ครั้งที่7

                                                                                          วันจันทร์ที่29 กรกฎาคม 2556

                                                     บันทึกการเรียน


*อ่านและทบทวนหนังสือ เพื่อเตรียมสอบกลางภาคในวันอังคารที่30 กรกฎาคม 2556

                           วิธี/หลักการอ่านหนังสือฝึกจำ+ทำข้อสอบให้ได้

การอ่านอย่างเป็นระบบจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ

1. อ่านสารบัญ ดูและศึกษาสารบัญให้ละเอียด เนื่องจากสารบัญคือ ตัวแทนของเนื้อหาในหนังสือทั้งเล่ม

2. บันทึกสารบัญไว้ในสมุด แยกตามบท

3. จากสารบัญ เราจะได้ หัวข้อหลักของแต่ละบท

4. ต่อมาให้ดูหัวข้อรองในสารบัญ ถ้าไม่มีให้พลิกดูในบทนั้นๆ ( ถ้าเป็นtext ต่างประเทศ จะมีหัวข้อรองให้เสมอ)

5. จดบันทึกหัวข้อหลัก หัวข้อรอง หัวข้อย่อย ลงในสมุดให้เป็นระบบ

6. สร้างภาพการ์ตูน หรือวาดภาพอย่างง่ายๆ เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ของ หัวข้อหลัก ในแต่ละบท
ให้ครบทุกหัวข้อ

7. หลังจากนั้น ให้นำหัวข้อหลัก หัวข้อที่หนึ่ง มาเขียนเป็นผัง ที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อรองทุกหัวข้อ แล้ววาดภาพ อย่างง่ายประกอบ ต่อมาให้ทำเช่นเดียวกันในหัวข้อที่สองและหัวข้ออื่นๆ ต่อไปจนครบ

8. นำหัวข้อรองมาเขียนเป็นผังที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้อย่อยทุกหัวข้อ แล้ววาดภาพอย่างง่ายประกอบ

9. นำภาพที่วาดแล้ว มาผูกเป็นเรื่องราวง่ายๆ ที่จะทำให้จำได้ง่าย

10. ฝึกทำบ่อยๆ อีกไม่นานจะทำได้ง่ายขึ้น

11. ต่อไปหลังจากได้หัวข้อ หลัก---รอง---ย่อย แล้ว ให้อ่านเนื้อหาในแต่ละย่อหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วสรุปใจความสำคัญมาเพียงหนึ่งประโยค หรืออย่างมากไม่เกินสามประโยค นำประโยคที่สรุปได้นั้นมาเขียน
อธิบายเสริมในหัวข้อแต่ละหัวข้อที่เราได้ทำมา แล้วในข้อ 7. ข้อ 8.

12. หลังจากทำได้ครบแล้ว พยายามนึกถึงภาพและความสัมพันธ์ที่ได้สร้างไว้แล้ว ถ้ายากเกินไป ให้แก้
ไขให้ง่ายลง กระทั่งจำได้ดี ฝึกจำบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเข้านอน ให้ลองหลับตานึกถึงภาพและเรื่องราวที่ได้ผูกไว้

ครั้งที่6

                                                                                          วันจันทร์ที่22 กรกฎาคม 2556

                                                         บันทึกการเรียน

                                                        วันอาสาฬหบูชา
                                                  



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dhammathai.org

          สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน คงทราบกันดีกว่า ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ "วันอาสาฬหบูชา" ซึ่ง ในปี 2556 นี้ วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม (ขึ้น 15 คํ่า เดือน 8) และวันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ 23 กรกฎาคม (แรม 1 คํ่า เดือน 8) แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาเท่าใดนัก ดังนั้นวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชามาฝากกันค่ะ

          ทั้งนี้ คำว่า "อาสาฬหบูชา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8

          วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน   โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จน พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่า วันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี
          ทั้งนี้ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า  "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปล ว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ



กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

           พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา
ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบ ตัวสูงขึ้นอย่างนี้...





ครั้งที่5

                                                                                         วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2556

                                                         บันทึกการเรียน

นักศึกษาพรีเซนต์สื่อของเล่นวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้

-บูมเมอแรง
-ถุงลอยฟ้า
-กระดาษประทัด
-ตุ๊กตาล้มลุก
-รถพลังลม
-ลูกโป่งเฮลิคอปเตอร์
-ผึ้งน้อยจากกระป๋อง
-เครื่องบินจากกระดาษ
-โยโย่น้อย
-กลองแขกใบจิ๋ว

ชมวิดีโอให้ความรู้เรื่องราวของการรับน้ำหนักโดยใช้ลูกโป่งรับน้ำหนักจากวัตถุต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้มีการอธิบายได้ว่าการที่ลูกโป่งสามารถรับน้ำหนักวัตถุหนักๆได้นั้นเพราะมีการกระจายน้ำหนักไปยังส่วนต่างๆภายในลุกโป่ง จึงทำให้สามารถรับวัตถุได้โดยไม่แตก